การวัดความเป็นเมือง (Measuring Urbanization)

*เผยแพร่ครั้งแรกที่ Medium.com เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560

การวัดว่าที่ใดมีความเป็นเมืองนั้น เอาเข้าจริงแล้วมีตัวชี้วัดที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญอาจมีอยู่ประมาณ 3 ตัวชี้วัด ดังนี้

  1. ความหนาแน่นของประชากร (population density)
    ความหนาแน่นของประชากรที่สูง แสดงถึงการที่ประชากรมีการพักอาศัยอยู่ใกล้ชิดกันเป็นจำนวนมากในหนึ่งหน่วยพื้นที่ (มักวัดเป็นตารางกิโลเมตร) แสดงถึงโอกาสของการเป็นเมืองที่สูง
  2. สัดส่วนของประชากรในเขตเทศบาล (proportion of population in municipal areas)
    สัดส่วนของประชากรในเขตเทศบาลที่สูง แสดงถึงกระจุกตัวของประชากรว่าอยู่อาศัยในเขตเมือง (ตามนิยามของรัฐ) โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยกระดับเป็นเทศบาล จำเป็นต้องมีจำนวนประชากร ความหนาแน่นของประชากร และรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูงระดับหนึ่ง เช่น กรณีเทศบาลตำบล ต้องมีรายได้จริงโดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมานที่แล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีประชากรตั้งแต่ 7,000 คนขึ้นไป และมีความหนาแน่นของประชากร ตั้งแต่ 1,500 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร
  3. ลักษณะการใช้ที่ดิน (land use)
    ในส่วนของการใช้ที่ดิน พื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูงจะมีการใช้ที่ดินด้านการเกษตรน้อย แต่มีการใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ที่พักอาศัย กิจกรรมนอกภาคเกษตร เช่น การพาณิชย์ อุตสาหกรรม และภาคบริการ มากกว่าพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองน้อย

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในพื้นที่หนึ่ง ๆ จะมีความเป็นเมืองสูง เมื่อมีความหนาแน่นของประชากรสูง สัดส่วนของประชากรในเขตเทศบาลสูง และสัดส่วนการใช้ที่ดินด้านการเกษตรมีน้อย

ตัวอย่างการวัดความเป็นเมืองของจังหวัดในภาคใต้

ในส่วนนี้จะทำการวิเคราะห์ตัวชี้วัดแต่ละตัว โดยพิจารณาภาพรวมของภาค รวมถึงเปรียบเทียบกันในระดับจังหวัดและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่ใช้นำมาจากภูมิสารสนเทศสถิติ (GIS) สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 (ผลเบื้องต้นด้านประชากร) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยเป็นข้อมูลปี 2523 2533 2543 และ 2553

ความหนาแน่นของประชากร

ลำดับแรก เรามาพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร จากตารางที่ 1 พบว่า จำนวนประชากรในภาคใต้นั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 2523–2553 ซึ่งจังหวัดในภาคใต้โดยส่วนใหญ่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จังหวัดที่เป็นลำดับต้น ๆ หากวัดจากจำนวนประกรคือ นครศรีธรรมราช สงขลา และสุราษฎร์ธานี อย่างไรก็ตาม การดูจำนวนประชากรรวมของจังหวัดเป็นการยากที่จะบ่งบอกถึงความเป็นเมือง เพราะแต่ละจังหวัดมีพื้นที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาความหนาแน่นของประชากร ซึ่งจะให้ภาพของความเป็นเมืองที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของคนหมู่มาก

จากตารางที่ 3 จะเห็นได้ว่า โดยภาพรวมแล้วภาคใต้มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นในช่วง 2523–2553 ซึ่งก็ไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ขนาดพื้นที่มิได้เปลี่ยนแปลง จังหวัดในภาคใต้เกือบทั้งหมดมีความหนาแน่นของประชากรสูงขึ้นในช่วงดังกล่าว จังหวัดที่เป็นลำดับต้น ๆ หากวัดจากความหนาแน่นของประชากรได้แก่ ภูเก็ต ปัตตานี สงขลา และนครศรีธรรมราช

เป็นที่น่าสังเกตว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีไม่อยู่ในลำดับต้น ๆ เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากแต่พื้นที่ของจังหวัดมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้และเป็นสัดส่วนถึง 18.23% (จากตารางที่ 7)
ในรูปที่ 1 แสดงความหนาแน่นประชากรโดยภาพแผนที่จะพบว่า โดยภาพรวมของภาคใต้แล้วมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาดังที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว จังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดคือจังหวัดฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่นครศรีธรรมราชลงมา โดยจังหวัดสงขลาน่าจะเป็นจังหวัดที่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและโดดเด่นที่สุด

สัดส่วนประชากรในเขตเทศบาล

หากยึดนิยามของเมืองตามนิยามของรัฐ เราสามารถพิจารณาความเป็นเมืองโดยการดูว่า มีประชากรอยู่อาศัยในเขตเทศบาลเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงไร จากตารางที่ 5 พบว่า ภาคใต้มีสัดส่วนประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2523–2553 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายจังหวัด มีเพียงจังหวัดสงขลา พัทลุง และชุมพร ที่มีสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีบางจังหวัดที่มีสัดส่วนประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลลดลงในช่วง 10 ปีหลัง (2543–2553) ได้แก่ กระบี่ ตรัง นราธิวาส ปัตตานี และมีบางจังหวัดที่มีสัดส่วนประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเพิ่มขึ้นเฉพาะในช่วง 10 ปีหลัง ได้แก่ พังงาและระนอง

จากรูปที่ 2 สัดส่วนประชากรในเขตเทศบาล โดยภาพรวมของภาคใต้แล้ว สัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จังหวัดที่มีการเพิ่มของสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลอย่างเด่นชัดคือ พื้นที่ภาคใต้ตอนบนซึ่ง ได้แก่จังหวัดชุมพร ระนอง และสุราษฎร์ธานี และจังหวัดในเขตทะเลสาบสงขลา ซึ่งได้แก่ จังหวัดสงขลาและพัทลุง

จากตารางที่ 6 หากพิจารณาการเรียงลำดับจังหวัดตามสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลแล้วจะพบว่า จังหวัดที่อยู่ในลำดับต้น ๆ อยู่เสมอคือ จังหวัดภูเก็ตและสงขลา ส่วนลำดับรองลงไปได้แก่ จังหวัดยะลา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ในช่วง 10 ปีหลัง จังหวัดพัทลุงได้เปลี่ยนลำดับอย่างก้าวกระโดด กล่าวคือ รั้งอันดับสุดท้ายในปี 2543 แต่กระโดดขึ้นมาอยู่อันดับที่ 3 ในปี 2553 อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว การกระจายตัว (distribution) ของความเป็นเมืองในระดับจังหวัดเมื่อพิจารณาจากลำดับของสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลแล้ว จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยจังหวัดภูเก็ต สงขลา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ติดอันดับ 1 ใน 5 ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา (2523–2553)

การใช้ที่ดิน

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วง พ.ศ. 2545–2554 พื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดในภาคใต้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ดูตารางที่ 7) เนื้อที่ป่าไม้โดยภาพรวมของภาคก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จังหวัดในภาคใต้โดยส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มเนื้อที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 3–4 ปีหลัง (2551–2554) นอกจากนี้ มีเพียงจังหวัดตรังเท่านั้นที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของสัดส่วนเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรนั้นพบว่าโดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยในแต่ละปี อาจถือได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น การใช้ตัวชี้วัดการใช้ที่ดินทางการเกษตรอาจไม่สามารถให้ภาพการเปลี่ยนแปลงความเป็นเมืองที่ชัดเจนนัก เพราะเป็นการวิเคราะห์ภาพกว้างระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดนี้อาจมีประโยชน์มากขึ้น หากนำไปใช้วิเคราะห์พื้นที่ที่แคบลงไป อาทิ ในระดับเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่า หากพิจารณาสัดส่วนเนื้อที่ถือครองนอกการเกษตร (ตารางที่ 10) โดยภาพรวมแล้วพบว่าจังหวัดโดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง จังหวัดที่สัดส่วนลดลงค่อนข้างต่อเนื่องก็เช่น กระบี่ นราธิวาส พัทลุง และภูเก็ต บางจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ 3–4 ปีหลัง (2551–2554) ซึ่งได้แก่ ตรังและสตูล

กล่าวโดยสรุป สถานการณ์ของความเป็นเมืองของภาคใต้นั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยภาพรวม แต่การเปลี่ยนแปลงความเป็นเมืองในระดับจังหวัดมีความแตกต่างกัน หากพิจารณาจากสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาลแล้ว บางจังหวัดจะมีความเป็นเมืองสูงขึ้นเช่นเดียวกับภาพรวมของภาค ที่สำคัญได้แก่ สงขลาและสุราษฎร์ธานี บางจังหวัดจะมีความเป็นเมืองลดลง ที่เด่นชัดเช่น นราธิวาส ปัตตานี และ พังงา อย่างไรก็ตาม การกระจายตัว (distribution) ของความเป็นเมืองเมื่อเปรียบเทียบกันในระดับจังหวัดไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนักหากพิจารณาจากการเรียงลำดับจังหวัดตามสัดส่วนประชากรในเขตเทศบาล

เอกสารอ้างอิง

วิชิต หล่อจีระชุณห์กุล, จิราวัลย์ จิตรถเวช, เดือนเพ็ญ ธีรวรรณวิวัฒน์, และโอม ศรนิล. (2545). การพัฒนา ตัวชี้วัดความเป็นเมืองของประเทศไทย. วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, ปีที่ 42, ฉบับที่ 3, หน้า 171- 200.

สินาด ตรีวรรณไชย, ปพิชญา แซ่ลิ่ม, และกฤตยา สังข์เกษม (2557). “สถานการณ์ความเป็นเมืองของภาคใต้และจังหวัดสงขลา”, แผนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการพัฒนาอนาคตของเมือง (นพม.)



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s